
เงินจัดเป็นโลหะมีค่าที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งในวงการอัญมณีและเครื่องประดับ แต่มีราคาถูกกว่าทองคำโดยประมาณถึง 70 เท่า คุณสมบัติของเงินคล้ายทองคำ คือมีโครงสร้างผลึกแบบ FCC ทำให้สามารถแปรรูปได้ง่าย และมีสีขาวเงิน หรือเรียกว่า Silver White ซึ่งส่วนนี้ทำให้โลหะเงินมีผิวมันเงา และสามารถนำมาขัดมันได้อย่างดี ซึ่งคุณสมบัตินี้เพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ด้านศิลปะกรรมต่างๆ มีความเหนียวสูง และความสามารถในการตี้ขึ้นรูปได้ดี เมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่น ยกเว้นทองคำ มีการนำไฟฟ้าดีเยี่ยม จึงเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด มีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนได้ดีพอควร แต่เครื่องใช้และเครื่องประดับเงินนั้นก็มีข้อเสียคือ ผิวเงินเมื่อสัมผันกับอากาศเป็นเวลานานจะสามารถเปลี่ยนเป็นสีดำ ได้เนื่องจากทำปฏิกิริยากับกำมะถันในอากาศ (ธาตุซัลเฟอร์ หรือ สารประกอบที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบ) ทำให้เกิดความหมอง เงินนั้นมักพบเป็นผลพลอยได้จากการถลุงโลหะชนิดอื่นๆ เช่น ทองคำ ตะกั่ว ทองแดง เป็นต้น และเงินที่ใช้ในปัจจุบันก็มีหลากหลายประเภท ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบโลหะชนิดนี้ควรทำความเข้าใจกันไว้สักนิด
ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับปัจจุบันโลหะเงินถูกใช้เป็นโลหะหลักในการผสมในเครื่องประดับเงินประเภทต่างๆ หรือถูกใช้เป็นโลหะผสมในการผลิตเครื่องประดับทองคำ สำหรับการบอกความบริสุทธิ์ของเงินนั้นจะไม่ใช่หน่วยกะรัต เหมือนทองคำ แต่จะเรียกโดยใช้ค่าปริมาณ เนื้อเงินที่อยู่ในเครื่องประดับนั้น เช่นมีปริมาณเงินอยู่ 92.50 % เรียกกันในตลาดว่า Sterling Silver
เงินสเตอร์ลิง (Sterling Silver) โลหะมีเงินผสมชนิดนี้ยังเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เงินมาตรฐาน (Standard Silver) มีการใช้งานอย่างกว้างขวางมานานกว่า 800 ปี แล้ว ซึ่งกำเนิดของการใช้โลหะชนิดนี้มาจากสมัยโรมัน และเหรียญเงินเพนนี ของอังโกลแซคซอน (Anglo-Saxon) ก็ทำมาจากโลหะผสมนี้ คำว่า “สเตอร์ลิง” มีการใช้กันมาตั้งแต่ยุคศตวรรษ ที่ 12 ในสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 2 ที่นำช่องหลอมและช่องทำเหรียญจากเมือง อีสเสตอร์ลิง ประเทศเยอรมันตะวันออกมาปรับปรุงและทำมาตรฐานของเหรียญของเหรียญเครือจักรภพ ดังนั้นคำว่า สเตอร์ลิง จึงมีที่มาจากว่าว่า “อีสเตอร์ลิง” นั่นเอง ซึ่งธาตุผสมที่สำคัญที่ใช้ผสมกับเนื้อเงิน คือ ทองแดงผสมในเนื้อเงินสเตอร์ลิงนิยมทำกันมาก และต่อเนื่อง เพราะทองแดงมีคุณสมบัติทำให้โลหะผสมแข็งแรงขึ้น แต่เงินสเตอร์ลิงประเภทนี้จะหมองง่าย ดังนั้นการพัฒนาในปัจจุบันจึงได้มีการนำธาตุอื่นมาใช้ผสมด้วยเพื่อให้ได้คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ เช่น นิกเกิล เพื่อผลิตเงินสปริง หรือ ผสมสังกะสี อินเดียม ซิลิคอน เจอร์มาเนียม เพื่อเพิ่มความสามารถในการต้านทางการหมอง
เงินเหรียญ (Coin Silver) ในยุคสมัยก่อน ค.ศ.1966 โลหะผสมที่ใช้ทำเงินเหรียญ โดยปกติในประเทศอื่นๆ ยกเว้นสหราชอาณาจักร จะมีส่วนผสมของเนื้อโลหะเงินอยู่ประมาณ 90 % และทองแดง 10% โดยน้ำหนัก หรือเรียกว่า เงิน 900 (Silver 900 fine) อุณหภูมิหลอมเหลวอยุ่ประมาณ 1615 องศาฟาเรนไฮน์ ปัจจุบันโลหะที่ใช้ทำเหรียญทำจากแผ่นโลหะของโลหะนิกเกิลและทองแทนที่จะใช้โลหะเงิน

เงินแผ่น (Silver Plate) เงินแผ่นที่ใช้กันทั่วไป ยกเว้นในสหราชอาณาจักร มักจะใช้ดลหะเงินผสมที่มีความบริสุทธิ์ของเนื้อเงินอยู่ในช่วงระหว่าง 800 ถึง 950 (80-95%)
เงินบริตทานเนีย (Britannia Silver) โลหะเงินผสมชนิดนี้เป็นโลหะมาตรฐานตามระยยของสหราชอาณาจักร ซึ่งใช้กับแผ่นโลหะเงินและมีการใช้ระบบนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1696 โดยเนื้อโลหะจะมีปริมาณเงินอยู่ที่ 95.83% และเรียกขื่อว่า เงินบริตทานเนีย เนื่องจากเมื่อนำโลหะไปตรวจสอบวิเคราะห์หาปริมาณธาติและทำเครื่องหมายทางการ (Hallmark) ไว้บนโลหะชนิดนี้ด้วยการปั๊มเป็นตรารูปภาพนั่งของผุ้หญิงที่รุ้จักกันดี ชื่อว่า บริตทานเนีย แทนการใช้รูปสิงโตเหมือนกับเงินสเตอร์ลิง การใช้งานโลหะประเภทนี้ถือได้ว่ามีไม่มากนัก เพราะโลหะชนิดนี้จะมีความแข็.ต่ำและไม่ทนทานเท่าเงินสเตอร์ลิง อย่างไรก็ตาม ในวงการเครื่องประดับบางแห่งจะผลิตเครื่องประดับตามส่วนผสมนี้หรือาจจะเติมปริมาณเงินมากกว่า หรือใช้เงินบริสุทธ์อย่างเดียวเพื่อผลิตเป็นเครื่องประดับ เพื่อต้องลดปัญหาต่างๆ ที่มีผลจากอิทธิพลของธาตุทองแดง และต้องการผ่านการตรวจสอบปริมาณเนื้อเงิน
เงินเมกซิกัน (Mexican Silver) โลหะเงินชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า เงินเมกซิกัน เนื่องจากเป็ฯโลหะเงินที่ถูกใช้โดยชาวเมกซิกันและชาวอเมริกันอินเดียนเป็นส่วนมาก โดยเนื้อเงินที่อยู่ในโลหะทั่วไปมีสูงกว่า 90%

เงินสปริง (Spring Silver) โลหะชนิดนี้เป็นเงินสเตอร์ลิงที่นำมาลดขนาดความหนาลงถึง 10 เท่า จากขนาดความหนาเดิมของโลหะในสภาพอบอ่อน (Last annealed thickness) การลดความหนานี้อาจจะทำได้โดยการขึ้นรูป (Rolling) หรือการลากขึ้นรูป (Drawing) เพื่อทำให้โลหะแข็งขึ้น ดังนั้นจึงใช้ในงานหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความแข็งและความเป็ฯสปริงสูงเช่น คลิปหนียเน็คไท หรือเป็นโลหะเงินผสมทองแดงและนิกเกิล โดยปริมาณเนื้องเงินในโลหะทำสปริงนี้จะมีประมาณ 83-85% อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีความพยายามที่จะผลิตโลหะสปริงที่มีปริมาณเนื้องเนสูงเท่าเกรดเงินสเตอร์ลิง แต่ยังคงความเป็นสปริงเหมือนเดิม
โลหะเงินนั้นมีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางไม่เพียงเฉพาะการทำเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังมีใช้ในอุตสาหกรรมเคมี และเครื่องไฟฟ้าหลายชนิด อีกด้วย
โลหะมีค่า ประเภทแรกที่เราควรรู้จักนั่นคือ ทองแดง (Copper) ทองแดงนับเป็นโลหะที่มีสีสันสวยงาม ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในกลุ่มโลหะมีค่าก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามทองแดงก็ถือได้ว่าเป็นโลหะที่มีประโยชน์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดต่างๆ เนื่องจากทองแดงเป็นโลหะที่สามารถนำไฟฟ้าและความร้อนได้เป็นอย่างดี รองลงมาจากทองคำและเงิน

สำหรับความนิยมที่ใช้ทองแดงทำเครื่องประดับนั้น มีมาตั้งแต่ในยุคบรอนซ์ นอกจากนี้ทองแดง และโลหะทองแดงผสมยังสามารถผลิตได้หลากหลายสี และมีกรรมวิธีในการสร้างสีของผิวขึ้นได้มากมาย ตั้งแต่สีชมพู เหลือง ขาว แดง หรือ แม้แต่สีดำ ก็สามารถทำได้ ซึ่งแม้ว่าทองแดงและโลหะผสมทองแดงนั้นจะมีปริมาณมาก แต่คุณสมบัติโดยรวมไม่สามารถเทียบเท่าโลหะมีค่า จึงมักจะจัดให้โลหะนี้ใช้สำหรับเป็นเครื่องประดับเทียม หรืออาจเรียกได้ว่าเครื่องประดับตามสมัยนิยม (เครื่องประดับแฟชั่น)
ทองแดงในธรรมชาติมีการค้นพบทั้งที่เป็นโลหะอิสระ (Native element) หรือพบเป็นสินแร่ (Copper ore) หลายชนิด ซึ่งแหล่งแร่เหล่านี้ค้นพบอยู่กระจัดกระจายทั่วโลก ในแง่ของการทำเครื่องประดับนั้น ทองแดงนับได้ว่าเป็นโลหะผสมที่สำคัญมาก สามารถนำไปใช้ผสมกับทองคำและเงินได้ ส่วนโลหะผสมที่มีทองแดงเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ทองเหลือง (Brass) ประกอบด้วยทองแดง 70% และสังกะสี 30% ก็เป็นที่นิยมในการทำเครื่องตกแต่งบ้านหรือทองแดง 87.5% และสังกะสี 12.5% จัดเป็นโลหะผสมที่มีสีเหลืองสวยงามเหมือนทองคำ จึงนิยมนำไปใช้ทำเครื่องประดับเทียม/เครื่องประดับแฟชั่น ที่มีราคาย่อมเยากว่า หรือแม้แต่ทองสัมฤทธิ์ (Bronze) ซึ่งเป็นโลหะผสมของทองแดง ดีบุกและสังกะสีเล็กน้อย ที่นิยมนำไปใช้ในงานเครื่องประดับเช่นกัน ก็ยังได้รับความนิยม และที่สำคัญทราบหรือไม่ว่าเหรียญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็มีทองแดงเป็นโลหะผสมอยู่ด้วยเช่นกัน
แม้ว่าโลหะทองแดงจะมีความสวยงาม แต่เหตุใดทำไมถึงไม่นิยมิใช้ทองแดงมาทำเป็นเครื่องประดับ หรือใช้เป็นโลหะหลักโดยตรง นั่นเพราะว่า ทองแดงนั้นสามารถเกิดปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจน ในน้ำและอากาศจะเกิดเป็นคราบสีเขียวๆ ที่ผิวได้ถ้าเราปล่อยให้สัมผัสกับน้ำและอากาศเป็นเวลานาน รวมทั้งอาจเกิดคราบสีดำ หรือคราบสีชมพูได้เมื่อโดนความร้อนอีกด้วย

และอีกโลหะที่สำคัญที่เราจะมาแนะนำให้ทุกท่านได้ทราบนั่นก็คือ สังกะสี (Zinc) สำหรับสังกะสีนับว่าเป็นโลหะอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์รู้จักและใช้ประโยชน์กันมาเป็นเวลานานแต่ในอดีต สังกะสีมักถูกใช้ในรูปของโลหะผสมมากกว่าที่ใช้เป็นลักษณะของโลหะอิสระ (ใช้เพียงตัวเดียว) โดยมนุษย์เริ่มมีการถลุงโลหะสังกะสีมาใช้งานนับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1000 ในประเทศจีนและอินเดีย และเริ่มเผยแพร่เข้าสู่ยุโรปในช่วงศตรวรรษที่ 17
ประโยชน์ของสังกะสีที่สำคัญคือเป็นโลหะผสมกับโลหะอื่น เช่นใช้ผสมในอะลูมิเนียม ในการทำแม่แบบโลหะเป็นองค์ประกอบในการทำทองเหลือง ใช้ในการชุดเคลือบผิวเหล็กกล้า เพื่อป้องกันสนิม ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด เช่นการผลิตฟิวส์ การผลิตถ่ายไฟฉายและแบตเตอรี่ ใช้เป็นส่วนผสมในยางและสี จากรายละเอียดข้างต้น ดูเหมือนว่าสังกะสีจะไม่ค่อยเข้ากับเครื่องประดับเท่าไรนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื่องจากสังกะสีเป็นธาตุที่ให้สีขาวปนน้ำเงินเล็กน้อย เมื่อนำไปผสมกับโลหะมีค่าต่างๆ จะก่อให้เกิดสีที่สวยงาม และนอกจากนี้ยังไม่ผุกร่อนได้ง่ายอีกด้วย โดยธาตุสังกะสีนั้นพบในธรรมชาติส่วนมากเป็นรูปสารประกอบโลหะในรูปของสารประกอบซัลไฟต์ ร่วมกับโลหะชนิดอื่นๆ พบกระจายทั่วไปทั้งในบริติชโคลัมเบีย แคนาดา ภาคตะวันตกของอเมริกา เปรู ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
ซึ่งแม้ว่าโลหะทั้งสองชนิดที่เรานำมาให้ทุกท่านได้รู้จักในวันนี้ อาจจะไม่ใช่โลหะใหม่ที่มีบนโลกใบนี้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ท่านได้ทราบว่า โลหะบางชนิดที่ดูเหมือนไม่สำคัญนั้น แต่ยังมีความสำคัญอยู่ในทุกอุตสาหกรรมเช่นกัน เหมือนกับทุกๆ สิ่งในโลก ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า เพียงแต่อยู่อย่างไร และนำมาใช้อย่างไรเท่านั้น
ภาพจาก 500 Metal Vessels
อ้างอิง : สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน)